สิ่งที่ได้เรียนรู้ปีนี้: เราอ่านและเขียนในเวลาเดียวกันไม่ได้
Well, obviously แต่ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นน่ะนะ
มันเริ่มมาจากปีนี้เราทำ habit tracker เพราะสมุดแพลนเนอร์ให้มา (ได้เรียนรู้ว่าปัจจุบันคงกลับไปใช้แพลนเนอร์ไม่เวิร์กอีกแล้วด้วย ทั้งปีนี่สุดท้ายก็หยิบมาระบายสี habit tracker อย่างเดียวเนี่ย)
สองสิ่งหลักที่ตั้งใจแทร็กหรือเรียกว่าสองเป้าหมายหลักของปีก็ได้ คือทำงานสร้างสรรค์เป็นประจำ กับเคลียร์กองดอง

Creative streak
เป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งที่ตั้งเป้าว่าต้องค้นพบให้ได้ก็คือพื้นที่ของ Creative Career ในชีวิตเรานี่ละ เราจะเป็นนักเขียนอาชีพ เป็นสิ่งที่ใฝ่ ฝันและมั่นใจว่าต้องการทำมาตั้งแต่อยู่ประถมแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่ชีวิตนักเรียนฟูลไทม์ย่อมทำให้ไม่ได้ใช้เวลากับมันอย่างที่ปากพร่ำบ่นว่าอยากได้นักหนา เป้าหมายแรกเมื่อเรียนจบจึงเป็นการหาพื้นที่ของการทำงานวาดและเขียนในชีวิตตัวเอง
มีแต่จะต้องมุ่ง 2 career พร้อมกัน สำหรับเราไม่มีทางอื่นไปได้หรอก เพราะไม่คิดจะเลิกงานประจำสายเทคเหมือนกัน เรามองว่าเส้นทางที่ได้ก้าวเดินมายังคงเป็นหนทางที่จะได้เป็นส่วนหนี่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง (ยอมรับว่าปีนี้ยังไม่ได้โฟกัส career ฝั่งนี้เท่าไร แต่ก็มีเป้าหมายคร่าวๆ ว่าอยากใช้ป.โทเปลี่ยนสายออกจาก Software Dev ไปแนวถาปัดเลย5555 แต่มันก็เป็นการ take a leap มาก ยังไม่ค่อยมั่นใจ เพราะยังไม่ได้หาข้อมูลสเต็ป 1 2 3 อย่างละเอียดอะไรอย่างนั้น)
จังหวะชีวิตไม่ใช่สิ่งที่จะได้ดั่งใจเท่าไร เราอุตส่าห์เว้นระย ะก่อนทำงานปีนึงเพราะตั้งใจว่าจะสร้าง habit ในการเขียนให้ได้ก่อนเริ่มทำงาน! แต่ไอสัสอาร์ตบล็อก (2023) ถึงเริ่มทำงานไปสุดท้ายแพนิคก็ยังไม่หายดี Impostor Syndrome กินหัว (ปลาย 2024) คิดทุกปีมาสี่ปีว่า “ทำไมตัวเองยังไม่ได้ดั่งใจสักที” ทำไมยังไม่ ‘หาย’ ทำไมยังไม่กลับเป็น ‘ตัวเองคนเดิม’ ที่เต็มไปด้วยแพชชันและความกระหายใคร่รู้ น่าตลก จังหวะที่เริ่มทำใจยอมรับตัวเองในปัจจุบันได้ รู้ตัวอีกทีก็รักษา streak เขียนเป็นประจำมาได้หลายเดือนแล้ว

มันเริ่มมาจากหลังกลับจากเที่ยวญี่ปุ่นปลายเดือนมีนา เราปั่นเรื่องสั้นส่งประกวดทั้งวันทั้งคืน 10 วันติดด้วยพลังแห่งเดดไลน์ ตอนนั้น habit กำลังมาเลย ก็เลยถือโอกาสรักษา streak ต่อไ ปกับเรื่องยาวที่เขียนอยู่ตอนนั้น (และยังตอนนี้ ฮา) สุดท้ายแล้วไม่ได้รางวัลอะไร (กลับไปอ่านใหม่ก็คิดได้ว่าแหงละ ดราฟแรกเนื้อหาสุด edgy ที่เขียนขึ้นในเวลา 10 วันอะนะ) แต่คิดว่าได้รับสิ่งที่มีค่าและสำคัญต่ออนาคตกว่ามากมายนัก คือ habit นั่นเอง
เพื่อความยืดหยุ่น เรานับการทำงานสร้างสรรค์หรืองานสายผลิตใดๆ เป็นส่วนหนึ่งของ streak ซึ่งจะรวมทั้งเขียนนิยาย วาดรูป โปรเจคแปล ทำคอนเทนต์ ร้องเพลง เล่นดนตรี เขียนเนื้อ ดีไซน์ และการหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อกับสิ่งเหล่านี้ ส่วน habit tracker ในสมุดจะแจกแจงว่าแต่ละวันทำอะไรบ้าง

การบริหารเวลา
ถามว่าบริหารเวลายังไง กับสิ่งที่ทำเยอะขนาดนี้?
เรากำหนดให้มี เวลาวันละสล็อตค่ะ มักจะเป็นหลังเลิกงาน ตอนเย็นถึงดึก เสาร์อาทิตย์ก็เวลาเดียวกันเพราะนอนตื่นบ่าย 5555555 หนึ่งสล็อตเท่ากับกี่ชั่วโมงไม่ได้กำหนด เพราะว่าตัวเราเป็นคนที่ไม่สามารถใช้วิธี Time Boxing ได้ การกำหนดเวลาเริ่ม-จบกิจกรรมจะขัด flow state ของตัวเองเปล่าๆ วิธีการของเราจึงเป็นการกำหนดสล็อตกว้างๆ แทน เช่น เช้า บ่าย เย็น ค่ำ หรือจะมองเป้นโควตาประจำวันก็ได้
วิธีของเราโดยคร่าวคือ
- มีลิสต์สิ่งที่จะต้องทำอยู่ในใจ เรียกว่าเป็น Backlog อาจเขียนลงกระดาษไว้ก็ได้แต่เดี๋ยวนี้ไม่เขียนเลย (ฮา)
- กำหนดโควตาว่าวันนี้ทำได้กี่อย่าง ถ้าสโคปเฉพาะสิ่งที่ไม่ใช่งานประจำ ส่วนใหญ่โควตาก็จะเป็น 1 อย่าง ในสล็อตเวลาค่ำหรือดึก
- Dynamically assign task จาก backlog ลงในสล็อตตามโควตาแบบวันต่อวัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ วันนั้นรู้สึกอยากทำอะไรใน backlog ก็หยิบมาทำ ตัดสินใจก่อนจะเริ่มทำเลย (ถ้าตัดสินใจไว้ล่วงหน้าจะไม่เกิน 2 วัน)
- การตัดสินใจจะนำเดดไลน์หรือ priority มาร่วมตัดสินด้วย แต่โดยหลักจะเชื่อความรู้สึกตัวเองว่าอยู่ในมู้ดอยากทำอะไร หรือแรงบันดาลใจเรื่องไหนกำลังมา
- เหตุที่ตัดสินใจด้วยมู้ด เพราะเรารู้ตัวเองว่าสามารถมั่นใจใน intution ได้เลย และแรงบันดาลใจไม่เข้าใครออกใคร ถ้ามันมาแล้ว เล่นตามจะมีประโยชน์กว่า
- การพักผ่อน เช่น เล่นเกมหรืออ่านหนังสือ ก็นับเป็นชอยส์ที่สามารถเลือกทำได้เหมือนกัน ถ้ารู้สึกอยากเล่นเกมมากกว่าโปรดักทีฟเราก็จะทำค่ะ ไม่มีรู้สึกผิดแล้ว เพราะทุกชอยส์ที่ไม่ใช่ไถโซเชียลมีประโยชน์เสมอ โดยมีขีดจำกัดคือให้รักษา streak 3-4 วันต่อสัปดาห์ไว้ได้ (เล่นเกมติดกัน 10 วัน = no)
- การตัดสินใจจะนำเดดไลน์หรือ priority มาร่วมตัดสินด้วย แต่โดยหลักจะเชื่อความรู้สึกตัวเองว่าอยู่ในมู้ดอยากทำอะไร หรือแรงบันดาลใจเรื่องไหนกำลังมา
- เมื่อเริ่มทำแล้ว ทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสนว่าเวลาผ่านไปแล้วกี่ชั่วโมง สิ่งที่น่าสนใจคือมันจะม ีจุดสิ้นสุดโดยธรรมชาติ เช่น ทำ task ย่อยบางอย่างเสร็จพอดี, สมาธิเริ่มหลุด, หมดอารมณ์แล้ว และจุดสิ้นสุดนั้นมักจะเป็นระยะเวลาที่คาดเดาได้ เช่น ครึ่งชั่วโมง, 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง, 4 ชั่วโมง
- Pomodoro ไม่เคยสำเร็จเพราะระยะเวลาโฟสักของเรายาวเกิน 20 นาที อาจจะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพแต่ปกติจะทำงานรวด 2-4 ชั่วโมงแล้วค่อยพักตลอดเลย
ทุกคนมีนิสัยต่างกัน มีวิธีที่เวิร์คต่างกัน วิธีที่เราเวิร์คคือแบบนี้ค่ะ หลักฐานยืนยันคือเรียนจบทำงานความรับผิดชอบไม่เคยบกพร่องนี่ละ ถึงแม้ว่าจะฟังดูไม่เหมือนวิธีการจัดเวลาแบบ typical ก็เถอะ ฮ่าๆ
The rest is history ตามที่เห็นนี่ละ สม่ำเสมอมาได้ 10 เดือนแล้ว อาจจะไม่ใช่สม่ำเสมอในโปรเจคเดียว (e.g. เดือนธันวานี้ยังไม่ได้แตะการเขียนนิยายเลย) แต่ก็ทำอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ที่อยากมี - ไลฟ์สไตล์ของสายผลิต - มาโดยตลอด
อ่านและเขียนในเวลาเดียวกันไม่ได้

ถ้าลองดูรูป habit tracker อีกที จะเห็นว่าทางซ้ายโล่งโจ้งในขณะที่ทางขวาเต็มอย่างไม่น่าเชื่อ ใช่แล้ว วันที่เราเขียน/วาด/ทำโปรเจคใดๆ เราจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือค่ะ เป็นการค้นพบที่อาจจะไม่น่าแปลกใจ แต่ visualize มาแบบนี้แล้วชัดเลย ว่าตั้งเป้าเกินตัว 5555555
ทะเบียนกองดอง
ปีที่ผ่านมานี้เราอ่านหนังสือไป 24 เล่ม
แม้จะเอาเวลาไปลงฝั่ง produce มากกว่า consume ก็ตาม แต่เลขนี้ไม่แย่เลย
ปลายปีที่แล้วเราเริ่มทำทะเบียนกองดอง ไม่ได้สุดยอดอะไรมากหรอก ทุกอย่างกรอกมือ เราแค่ไปเปิดดูทุกที่ที่วางหนังสือดองไว้แล้วจดใส่แท็กแยกประเภทให้เรียบร้อย ถ้าซื้ออะไรใหม่หรือเริ่มอ่านอะไรก็ไปเพิ่มรายการหรือเปลี่ยน status ให้เป็นนิสัย
ประโยชน์ที่พบคือ
- มีแหล่งบันทึกหนังสือที่อยากอ่านจดไว้เป็นระเบียบ ไม่ต้องแคปหรือถ่ายรูปเก็บไว้สะเปะสะปะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
- ถ้าบังเอิญไปร้านหนังสือ ก็มี reference ว่ามีเล่มไหนเคยอยากได้ ซีรีส์นี้ซื้อถึงเล่มไหน แล้ว เป็นต้น
- ทำให้ได้รู้ข้อมูลอย่างเช่นว่าปีนี้อ่านจบไป 24 เล่ม หรือว่ากองดองปัจจุบันมีขนาด 119 เล่ม ซึ่ง… น้อยกว่าที่คาดไว้เยอะเลยแฮะ 55555

แน่นอนว่ามีอิสระที่จะจัดประเภทตามใจ ก็เลยนับรวม Visual Novel เข้าไปด้วย (เพราะฉันเป็นคนตัดสิน ก็เลยนับว่า Disco Elysium เป็น Visual Novel) และแยกประเภท Non-fiction กับ Textbook/Reference ออกจากกัน (Threshold ในการแยกคือตามใจดิฉัน ถ้าฉันซื้อมาอ่านเป็นเรฟก็จะเรียกเรฟ ถ้าเป็นไอพวก ชีวประวัติ pop-sci พัฒนาตัวเอง ความรู้อ่านเล่น ฯลฯ ก็จะเป็น Non-fiction ไป)

เก็บสถิติฟินๆ ไว้ดูเล่นว่าปีนี้ทำอะไรบ้าง
เราจ่ายตังค์ให้โปรแกรม Rize เพื่อมีสถิติมาดูเล่นค่ะว่าใช้เวลาไปมากเท่าไรปีนี้


สถิติโ ปรเจคงานประจำก็มีนะแต่ไม่โชว์จ้า
ปกติเราจะเขียนสรุปปีในวันที่ 1 มกรารูปแบบอื่น แต่ปีนี้ค่อนข้างมีอะไรให้ภูมิใจก็เลยพูดถึงเป็นพิเศษ มองดู habit tracker แล้วยัง ego boost ทุกที ฮ่าๆ แม้จริงๆ แล้วตอนนี้จะยังไม่ถึงเป้าหมายสักอย่าง แต่รู้สึกเหมือนได้ชนะอะไรบางอย่างมาแล้ว ไม่มีความอยากได้ตัวเองในอดีตกลับมาอีกเลย คิดเพียงแต่ว่าก็แค่มุ่งสู่การเป็นคนที่อยากเป็นในอนาคตซะก็สิ้นเรื่อง นี่สินะ ความรู้สึกของการ ‘หายแล้ว’ ที่อยากนักหนามานาน




