เราเริ่มเล่มนี้มาด้วยความคาดหวังที่สูงพอควรเลยละ ก็เป็นถึงนิยายระดับตำนานที่ก่อกำเนิด genre ของ cyberpunk ขึ้นมาเลยเชียวนะ แถมหน้าปกยังสวยสดมากด้วย ชอบ ประโยคเปิดเรื่องเฉียบคมสมคำร่ำลือมา แต่ว่าเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็ชักไม่แน่ใจว่าจะรู้สึกอย่างไรกับมันดี
เรื่องราวของ “เคส” พ่อหนุ่มแฮ็กเกอร์ อดีตหัวขโมยข้อมูลที่ระบบประสาทถูกทำลายจนไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับไซเบอร์สเปซได้อีกต่อไป ได้แต่ใช้ชีวิตโหลยโท่ยติดยาไปวันๆ ในจุดต่ำสุดของชีวิต มีชายลึกลับเสนอตัวเข้ามารักษาเขา แลกกับการจ้างงานแฮ็กระบบของบริษัทแห่งหนึ่ง เคสยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้โลดแล่นในไซเบอร์สเปซอีกครั้ง แต่ก็ต้องพบว่างานนี้มีลับลมคมในกว่าที่คิดเสียอีก…

เราใช้เวลากว่าสามเดือนในการอ่านไปถึงครึ่งแรก โดยอุปสรรคที่ขวางกั้นเราไว้มากที่สุดคือสไตล์การเขียน หลายคนเปรียบสำนวนของ William Gibson ว่าเป็นสไตล์ใกล้เคียงกับ Phillip K. Dick แต่ขอทีเถอะ ฉันว่า Dick อ่านง่ายกว่า
สิ่งที่ Gibson ชอบทำนั้น
- ใช้ศัพท์เฉพาะ (ที่แปลว่า เฉพาะในเรื่องเท่านั้น) เยอะมาก บวกกับวิธีการเขียนที่ไม่จูงมือคนอ่าน จับโยนลงไปโดยไม่คิดจะอธิบายคอนเซปต์ใดๆ เป็นพิเศษ ให้ผู้อ่านเป็นคนปะติดปะต่อเอง ระหว่างอ่านเราค่อยๆ อ๋อ ว่าอ๋อนี่ชื่อบริษัท นี่ชื่อคน นี่ชื่อรุ่นคอมพิวเตอร์ นี่ชื่ออุปกรณ์ เราชอบวิธีการนี้นะ เป็นวิธีการเขียนที่ high self esteem มากๆ แต่จากที่ส่องรีวิว Goodreads คนที่เกลียดก็เกลียดไปเลย
- สำนวนเน้นความอาร์ตและคาแรกเตอร์มากกว่าความชัดเจน ไม่ว่าจะศัพท์สแลงหรือว่าประโยคสุดติสต์แต่ละอัน บางทีก็อ่านแล้วรู้สึกเหมือนฉันเสียชาติเกิดเป็นอเมริกัน ไม่เข้าใจ มีฉากหนี่งที่บทพูดงงและตัวละครอีกตัวที่ฟังอยู่ก็งง เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ณ จุดนี้เขาอยากให้เราเข้าใจหรือไม่เข้าใจวะ Trust issues ไปเลย ฮา
ต้องยอมรับว่าเป็นสำนวนที่ออกแบบมาให้ค่อยๆ อ่าน อ่านวนย่อหน้าเดิมหลายครั้งเลยยิ่งดี บางทีพออ่านจุดเดิมวนหลายครั้งแล้วอยู่ๆ มันก็จะปลดล็อกความเข้าใจที่ไม่ทันเก็บในรอบแรก แล้ว the implications sink in on how fucked up these people are
ปกติหนังสือสักเรื่องหนึ่งอย่างไรก็ต้องใช้เวลาปรับตัวให้เข้ากับมันสักพัก แต่กว่าจะชินมือกับเล่มนี้ใช้เวลานานพอสมควร
เมื่อเข้าสู่กลางเรื่อง สักบทที่ 11 นั่นละ เหมือนกับว่าอะไรบางอย่างมันเริ่มลงล็อก แล้ว 30% ท้ายของเรื่องก็ไม่อาจหยุดอ่านได้อีกต่อไป ส่วนหนึ่งก็เพราะประเด็นข้อ 1 (ศัพท์เฉพาะ) เริ่มไม่เป็นปัญหา อีกส่วนเพราะเหตุการณ์ในเรื่องเริ่มน่าสนใจ payoff เริ่มมา กำลังได้รู้ปูมหลังตัวละครมากขึ้น มาถึงตอนจบเราก็รู้สึกว่าสนุก ถ้าตัดเอาเรื่องศิลปะการใช้ภาษาออกไป พล็อตก็ค่อนข้างเข้าใจง่ายเลยละ
มองย้อนกลับจากตอนอ่านทั้งหมดแล้ว เราคิดว่าภาษามันเป็นการสร้างบรรยากาศที่จงใจ ให้ภาพของโลกที่มัวและชัดในบางจุด ให้ภาพของตัวละครที่สมองไม่ค่อยจะเป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไร ให้ความรู้สึกว่ากำลังได้พบกับการผจญภัยเหนือจินตนาการ

จุดแข็ง
- เซตติ้ง จะเรียกว่าเซตติ้งเป็นตัวละครที่ดีที่สุดของเรื่องเลยก็ได้ คาแรกเตอร์ของแต่ละสถานที่ที่ไปมันชัดเจนแจ่มแจ้ง โดยเฉพาะเซตติ้งของครึ่งหลังของเรื่องอย่างฟรีไซด์ที่เป็นเมืองในอวกาศ และด่านสุดท้ายที่พวกตัวเอกต้องบุกเข้าไปก็เป็นคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่บนขอบของการมี/ไม่มีแรงโน้มถ่วง โอ๊ย สุดจะเท่ แค่เห็นเซตติ้งก็เข้าใจแล้วว่าหนังสือเล่มนี้ไอคอนิกขึ้นมาได้อย่างไร และเซอร์ไพรส์ที่เรื่องเริ่มต้นที่ญี่ปุ่น นี่คงป็นนิยายที่ทำให้คนเอาไซเบอร์พังก์ไปโยงกับญี่ปุ่นเลยละมั้ง
- พอคิดว่าเขียนขึ้นในช่วง 1980s ก่อนที่อินเตอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์จะแพร่หลาย (เรื่องนี้เขียนด้วยพิมพ์ดีด! คนเขียนยังยอมรับเลยว่าเขียนเรื่องนี้ขึ้นโดยที่ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย!) ก็นับถือว่าเป็นหนังสือที่มาก่อนกาลจริงๆ… หรืออย่างที่คำตามในเล่มว่าไว้ อาจเป็นหนังสือเล่มนี้เอง ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนในวงการเทคโนโลยีเลยก็เป็นไปได้
จุดอ่อน
- เราไม่ได้รู้สึกผูกพันกับตัวละครเท่าไร โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่แอบรำคาญมันทุกคน มอลลี่นางเอกดูเหมือน Maniac Pixie Dream Girl สาวในฝันเข้ามาดามใจพระเอกไปหน่อยในตอนต้น แต่พอเห็นปูมหลังมากขึ้นก็เข้าใจคาแรกเตอร์
- ไอ้การบรรยายการแฮ็กหรือท่องอินเตอร์เน็ตเป็นภาพ visual อย่างเช่นวิ่งไปวิ่งมาในโลกไซเบอร์ ไวรัสที่งอกกิ่งก้านเป็นต้นไม้ หรือการขี่ไวรัสเข้าไปพุ่งชนเสาอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการแฮ็ก แอบตลกนิดหน่อยจากมุมคนทำงานสายคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ แต่ก็เข้าใจได้ด้วยยุคสมัยและพอมองเห็นความเท่ของมันอยู่
- ต่อจากด้านบน ยอมรับว่าสมองแอบหลับนิดนึงตอนอ่านท่อน Technobabble เกี่ยวกับการแฮ็กหรือใช้คอมต่างๆ เพราะมันแบบ… พี่พูดอะไรน่ะ? ฮ่า
อย่างที่หลายรีวิวว่า
คุณอาจไม่รู้จัก Neuromancer… แต่ถ้าคุณรู้จักไซเบอร์พังก์ไม่ว่าจะเรื่องไหน คุณน่ะรู้จัก Neuromancer แล้ว
การที่มาอ่านหนังสือเล่มนี้ ในปี 2025 นี้ อาจจะรู้สึกว่าคาแรกเตอร์แฮกเกอร์ใต้ดิน สาวสวยนักฆ่าไฮเทค การต่อเติมร่างกายเป็นไซบอร์ก โลกในเมทริกซ์ เชื่อมต่อกับโลกไซเบอร์ผ่านสมอง โตเกียวไซเบอร์พังก์ เอไอที่อำนาจมากเกินควบคุม ฯลฯ เป็นคอนเซปต์ที่เกร่อไปทั่วแล้ว แต่นั่นก็เพราะมี Neuromancer เป็นผู้เปิดทางไอเดียเหล่านี้มาต่างหาก
มาถึงจุดนี้กับประสบการณ์การอ่านที่พลิกไปพลิกมาเกิดคาด สรุปว่าเรารู้สึกอย่างไรกับหนังสือเล่มนี้กันแน่เหรอ?
ชอบนะ
และเชื่อว่าการอ่านครั้งต่อไป และต่อๆ ไป จะซึมซับความหมายในถ้อยคำอันแน่นกระชับของ Gibson ได้มากขึ้นอีก
ป.ล. ได้ข่าวว่าจะมีซีรีส์ AppleTV+ เรื่องนี้ออกมา ตื่นเต้นเลย
ป.ล.2 เจอเว็บ Lorem Gibson ไว้เจน placeholder text สไตล์ Lorem Ipsum แต่เป็นภาษาสไตล์ที่ Gibson ชอบใช้ โอ๊ยฮาาาา




